วันอังคารที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2550

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ




สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ



ความเป็นมา

คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2546 อนุมัติการจัดตั้ง “สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ” ให้เป็นหน่วยงานในกำกับของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีระบบบริหารงานที่เป็นอิสระจากระบบราชการ โดยให้โอนเงินในส่วนของกองทุนพัฒนานวัตกรรมมาเป็นทุนประเดิมของสำนักงานฯ และในขณะเดียวกันให้บริหาร “เงินทุนหมุนเวียนเพื่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี” ตามระเบียบกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีว่าด้วยเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี พ.ศ. 2546
สำนักงานฯ ดำเนินงานภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ และมีภารกิจหลัก คือ การยกระดับความสามารถด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรมโดยเฉพาะในสาขาอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ เพื่อพัฒนาให้เกิดนวัตกรรมเชิงยุทธศาสตร์ โดยการเชื่อมโยงเครือข่ายวิสาหกิจและเครือข่ายวิชาการอย่างมีบูรณาการ อันจะนำไปสู่การสร้างให้เกิด “ระบบนวัตกรรมแห่งชาติ” ซึ่งนำไปสู่การยกระดับศักยภาพการแข่งขันเพื่อสร้างความเข้มแข็งและความยั่งยืนให้แก่เศรษฐกิจและสังคมของประเทศ เพื่อให้เป็นไปตามมติคณะรัฐมนตรีดังกล่าวข้างต้น
กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงได้มีคำสั่งที่ 84/2546 ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2546 จัดตั้ง “สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ” ขึ้น โดยให้อยู่ภายใต้การกำกับดูและของคณะกรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ ตามคำสั่งที่ 91/2546 ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2546 และให้มีพันธกิจในการบริหารกองทุนพัฒนานวัตกรรมและเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีควบรวมไปพร้อมกัน ซึ่งตามเจตนารมณ์เดิมในการเสนอขอจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาตินั้น ต้องการที่จะยุบรวมกองทุนภายใต้กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ที่มีพันธกิจสอดคล้องกันเข้าด้วยกันคือ “กองทุนพัฒนานวัตกรรม” และ “เงินทุนหมุนเวียนเพื่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี” แต่เนื่องจากกองทุนพัฒนานวัตกรรมจัดตั้งขึ้นตามมติคณะรัฐมนตรี ขณะที่เงินทุนหมุนเวียนเพื่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีจัดตั้งขึ้นโดยกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลัง การรวมกองทุนทั้งสองเข้าด้วยกันในขณะนี้ จึงไม่สามารถกระทำได้เนื่องจากข้อจำกัดด้านกฎหมาย
ในระยะเวลาก่อนการปรับเปลี่ยนสถานภาพเป็นสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาตินั้น “กองทุนพัฒนานวัตกรรม” ซึ่งได้รับการอนุมัติให้จัดตั้งขึ้นโดยคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2541 ตามข้อเสนอของคณะกรรมการรัฐมนตรีว่าด้วยนโยบายเศรษฐกิจและคณะกรรมการปรับโครงสร้างและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และได้รับการจัดสรรเงินกู้เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ (SAL) เพื่อใช้เป็นทุนประเดิมในการจัดตั้งสำนักงานจำนวน 100 ล้านบาท ต่อมาเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2542 คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบและแต่งตั้งคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนานวัตกรรมให้มีหน้าที่เสนอแนะนโยบายและมาตรการการพัฒนานวัตกรรม ตลอดจนริเริ่ม เร่งรัด กำกับการอนุมัติโครงการนวัตกรรม และได้จัดตั้ง “สำนักงานคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนานวัตกรรม” ขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นแกนกลางในระดับปฏิบัติในการประสานงานและสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมของประเทศ ตลอดจนผลักดันการพัฒนานวัตกรรมเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตร อุตสาหกรรม และการบริการ โดยให้มีกลไกการบริหารกองทุนที่เป็นอิสระ ทั้งนี้คณะกรรมการปรับโครงสร้างและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้เห็นชอบให้กองทุนพัฒนานวัตกรรมดำเนินการภายใต้พระราชบัญญัติพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี พ.ศ. 2534 เป็นการชั่วคราวก่อน และให้ใช้ระเบียบข้อบังคับของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม (ชื่อในขณะนั้น) เป็นแนวทางการดำเนินงาน


ผังการจัดตั้งสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ





คณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนานวัตกรรมได้จัดทำแผนการดำเนินงาน 5 ปี (พ.ศ. 2544-2549) ในกรอบวงเงินงบประมาณ 1,420 ล้านบาท ซึ่งแผนการดำเนินงานฯ ดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการบริหารกองทุนพัฒนานวัตกรรม และคณะกรรมการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ และได้เริ่มดำเนินงานตามแผนฯ นับตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2544 เป็นต้นมา โดยแผนการดำเนินงานดังกล่าวได้มุ่งให้เป็นแผนการดำเนินงานที่มีพลวัตสูง และมีเป้าหมายเพื่อให้เกิดระบบนวัตกรรมแห่งชาติในเชิงปฏิบัติ ทั้งนี้ในการดำเนินงานตามแผนมีวัตถุประสงค์3ประการดังนี้
1.ผลักดันให้เกิดนวัตกรรมในหน่วยเศรษฐกิจของประเทศ2.สร้างบรรยากาศเพื่อส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมนวัตกรรม3.สร้างองค์กรให้มีความเข้มแข็งด้านการดำเนินงานนวัตกรรม กองทุนพัฒนานวัตกรรมได้ดำเนินงานเป็นระยะเวลา 3 ปี (ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543-2546) ได้พยายามสร้างกลไกและกรอบการทำงานที่ชัดเจน จึงทำให้สามารถดำเนินงานได้ตามพันธกิจที่ได้รับมอบหมายในระดับหนึ่ง โดยได้ให้การสนับสนุนด้านวิชาการและด้านเงินแก่โครงการนวัตกรรมเชิงยุทธศาสตร์ ใน 5 สาขา ได้แก่ อาหารและสมุนไพร ยาง ผลิตภัณฑ์ยาง และไม้ยางพารา ซอฟต์แวร์และแมคาทรอนิกส์ ยานยนต์และชิ้นส่วน และการออกแบบเชิงวิศวกรรมและเชิงอุตสาหกรรม รวมทั้งโครงการนวัตกรรมจากผลงานวิจัยและสิทธิบัตร จำนวนทั้งสิ้น 20 โครงการ และได้สนับสนุนโครงการนวัตกรรมประเภทเงินอุดหนุนแบบต้องชำระคืนไปแล้วทั้งสิ้น 31.72 ล้านบาท ประเภทเงินอุดหนุนพิเศษ (เงินให้เปล่า) 1.17 ล้านบาท สนับสนุนรางวัลนวัตกรรมแห่งประเทศไทย 1.5 ล้านบาท และร่วมมือในโครงการประกวดผลงานนวัตกรรมในภาคธุรกิจ รวมทั้งการจัดฝึกอบรมสัมมนาและพัฒนาความใฝ่รู้โดยเป็นแกนกลางในการพัฒนาหลักสูตร “การจัดการนวัตกรรมสำหรับผู้บริหาร” (Innovaiton Management Course for Executives: IMEs)สำหรับ “เงินทุนหมุนเวียนเพื่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี” ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 13 มีนาคม 2527 เห็นชอบในหลักการที่จะส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีในการเพิ่มผลผลิต และเพิ่มมูลค่าสินค้า ในปี พ.ศ. 2528 กระทรวงวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการพลังงาน (ชื่อในขณะนั้น) จึงได้จัดตั้ง “เงินทุนหมุนเวียนเพื่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี”ตามกฎหมายว่าด้วยเงินคงคลังกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ และดำเนินงานอยู่ภายใต้สำนักงานปลัดกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นทุนในการส่งเสริมและสนับสนุนหน่วยงาน ของรัฐ รัฐวิสาหกิจและเอกชน ในการทำวิจัยและพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งการวิเคราะห์ทดสอบ เพื่อเพิ่มและรักษาคุณภาพของผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมและการเผยแพร่ผลของการวิจัยและพัฒนาดังกล่าว เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่การพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะในภาคอุตสาหกรรม และได้ดำเนินมาตรการสนับสนุนทางการเงินเพื่อส่งเสริมและพัฒนาด้านอุตสาหกรรมโดยใช้กลไกเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำมาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2530 ทั้งนี้ เงินทุนหมุนเวียนฯ ได้รับงบประมาณจากกระทรวงการคลังตั้งแต่ปี 2528-2538 รวมทั้งสิ้นเป็นเงิน 355 ล้านบาท โดยได้ให้การสนับสนุนภาคเอกชนในรูปแบบของเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำผ่านธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) จำนวนรวมทั้งสิ้น 49 โครงการ คิดเป็นมูลค่าโครงการรวม 486,585,737 บาท
สนช. มีกรอบภารกิจในการบริหารกองทุนพัฒนานวัตกรรม และเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี โดยมีพันธกิจในการดำเนินงาน ดังต่อไปนี้
o ยกระดับความสามารถด้านเทคโนโลยีและนวัตกรรม โดยเฉพาะในสาขาอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ โดยการวิเคราะห์และประเมินสถานภาพของอุตสาหกรรมและศักยภาพของนวัตกรรม ตลอดจนการแสวงหาและพัฒนานวัตกรรมเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติ
o เชื่อมโยงเครือข่ายวิสาหกิจอย่างมีบูรณาการ โดยให้การสนับสนุนทั้งทางด้านวิชาการและการเงิน และเป็นหุ้นส่วนพันธมิตรในการดำเนินงานทั้งในระดับนโยบาย และปฏิบัติ อันจะนำไปสู่การสร้างให้เกิด “ระบบนวัตกรรมแห่งชาติ” ขึ้นโดยเร็ว
o สนับสนุนด้านวิชาการและการเงิน เพื่อช่วยการพัฒนาโครงการในระยะหลังการวิจัย และพัฒนา หรือการต่อยอดจากงานวิจัยและสิ่งประดิษฐ์สู่เชิงพาณิชย์ ได้แก่ การสนับสนุนการจัดทำต้นแบบโรงงานนำร่อง การทดสอบในกระบวนการผลิตจริง การวิเคราะห์และประเมินทางการตลาด และการจัดทำแผนธุรกิจ เป็นต้น
o สนับสนุนการยกระดับทักษะความสามารถด้านเทคนิคและการบริหารจัดการ ได้แก่ การจัดจ้างผู้เชี่ยวชาญ การจัดการประชุมและสัมมนา และการพัฒนาความใฝ่รู้
o ส่งเสริมเพื่อสร้างความตื่นตัวด้านนวัตกรรมและเทคโนโลยี เพื่อให้เกิดวัฒนธรรมนวัตกรรมทั้งในระดับอุตสาหกรรม ระดับองค์กร และระดับประชาชนทั่วไป
o บริหารเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี ตามระเบียบกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีว่าด้วยเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี พ.ศ. 2546



วิสัยทัศน์



"องค์กรนำในการส่งเสริมนวัตกรรมเพื่อความสามารถในการแข่งขัน"
โครงสร้างองค์กร







กลยุทธ




แผนหลักที่ 1 ยกระดับนวัตกรรม
สนช. ได้ดำเนินงานเพื่อยกระดับนวัตกรรมของประเทศให้เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว โดย การประสานองค์ความรู้ (connecting knowledge) และการบริหารจัดการความรู้ (knowledge management) ที่มีเป้าหมายชัดเจน ทั้งในด้านวิชาการ การเงินการลงทุน การผลิต และการตลาด โดยผนวกกับการใช้กลไกการสนับสนุนทั้งในด้านวิชาการและการเงินเพื่อเข้าร่วมรับความเสี่ยงของ การพัฒนานวัตกรรมในระดับการลงทุนเชิงธุรกิจ การที่ สนช. สามารถพัฒนาโครงการนวัตกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพและขยายผลในเชิงกว้างได้อย่างรวดเร็วนั้น เกิดจากการสร้างความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเกื้อกูล สนับสนุนและ เอื้อผลประโยชน์ซึ่งกันและกันในรูปแบบของเครือข่ายพันธมิตร ในการประสานความร่วมมือทั้ง ทางด้านวิชาการ ด้านการเงิน และด้านการผลิต เพื่อขับเคลื่อนองค์ความรู้ไปสู่การลงทุนในเชิงธุรกิจนวัตกรรมได้อย่างครบวงจร ขณะนี้ สนช. ได้ร่วมลงนามในบันทึกตกลงความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งในประเทศและ ต่างประเทศ อาทิ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา และสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ภายใต้โครงการหน่วยบ่มเพาะวิสาหกิจในสถาบันอุดมศึกษา (UBICO) คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์กรมหาชน) และ Senior Experten Service ของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีเป็นต้น สำหรับเครือข่ายพันธมิตรด้านการเงิน สนช. ได้ร่วมมือกับสถาบันการเงิน 5 แห่ง ได้แก่ ธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจ ขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย ธนาคารทหารไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารนครหลวงไทย จำกัด (มหาชน) ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ภายใต้โครงการ“นวัตกรรมดีไม่มีดอกเบี้ย” สำหรับเครือข่ายด้านการผลิต สนช. มีความร่วมมือกับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในด้านการพัฒนานวัตกรรมให้กับสมาชิกของ ส.อ.ท นอกจากนี้ สนช. ยังได้ริเริ่มและสนับสนุน ให้เกิดการรวมตัวของกลุ่มอุตสาหกรรมด้านนวัตกรรม ได้แก่ สมาคมอุตสาหกรรมสมุนไพรไทย และชมรมพลาสติกชีวภาพแห่งประเทศไทย เป็นต้น

แผนหลักที่ 2 ส่งเสริมวัฒนธรรมนวัตกรรม
สนช. ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างวัฒนธรรมนวัตกรรม และส่งเสริมให้เกิดบรรยากาศนวัตกรรมขึ้นภายในประเทศ ซึ่งจะมีผลต่อเนื่องถึงการพัฒนานวัตกรรมโดยรวม สนช. จึงได้กำหนดให้ “แผนส่งเสริมวัฒนธรรมนวัตกรรม” เป็นหนึ่งในสามของแผนหลักในการดำเนินงาน และได้ดำเนินการแผยแพร่ผลงานและตัวอย่างความสำเร็จด้านนวัตกรรมทั้งในรูปแบบของสิ่งพิมพ์และสื่ออิเล็กทรอนิกส์ การประชาสัมพันธ์ การให้รางวัลนวัตกรรม รวมถึงการจัดประชุมและสัมมนาเพื่อพัฒนาความใฝ่รู้ เพื่อกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวด้านนวัตกรรมนาภาคการผลิต ภาคบริการ และภาคประชาชน ซึ่งกิจกรรมดังกล่าว ได้แก่
การจัดประชุมระดับนานาชาติและนิทรรศการด้านการจัดการนวัตกรรมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก (InnovAsia 2005)
การประกวดรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ประจำปี 2548
การฝึกอบรมหลักสูตรการจัดการนวัตกรรมสำหรับผู้บริหาร (Innovation Management Course for Executives: IME)
การจัดประชุมและสัมมนา อาทิ Innovative Industry Initiative (I3) Forum การสัมมนาเชิงปฏิบัติการให้กับบริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) เป็นต้น
สิ่งพิมพ์เผยแพร่ อาทิ หนังสือ แผ่นพับ และการจัดทำเว็บไซต์เพื่อประชาสัมพันธ์งานต่างๆ


แผนหลักที่ 3 สร้างองค์กรและระบบนวัตกรรม
ปัจจุบันสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ จะทำงานในภาคการผลิต ณ จุดใดจุดหนึ่งที่มีศักยภาพและความพร้อมในการเกิดนวัตกรรม โดยอาศัยการจัดการความรู้ (knowledge management) ซึ่งจะเป็นพื้นฐานสำคัญในการเกิดความคิดสร้างสรรค์ (creativity) อันเป็นจุดเริ่มต้นในการนำไปสู่ การเกิดนวัตกรรม ดังนั้น การที่ประเทศไทยจะเกิดนวัตกรรมขึ้นได้เป็นจำนวนมากนั้น จำเป็นต้องสร้างระบบการสนับสนุนนวัตกรรมที่เพียงพอ ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานในการนำไปสู่การเกิดระบบนวัตกรรมแห่งชาติ (National Innovation System:NIS)ขึ้นในอนาคต ดังนั้นจึงอาจสรุปได้ว่า เป้าหมายรวมของการพัฒนานวัตกรรมจะต้องสอดคล้องกับเป้าหมาย ในระดับนโยบายของรัฐบาล คือการมุ่งเน้นที่การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้แก่ประเทศ ในลักษณะของการก้าวกระโดด (leapfrogging) โดยเชื่อมโยงผลิตภาพ เครือข่ายวิสาหกิจกับนวัตกรรมเข้าด้วยกันเพื่อก่อให้เกิดการประสานพลัง (synergy) โดย สนช. ได้ริเริ่มการดำเนินงานในลักษณะ ดังกล่าวผ่านโครงการบริการแสวงหานวัตกรรม (Innovation Acquisition Service: IAS) โครงการเมธีส่งเสริมนวัตกรรม (Innovation Ambassador) และการสร้างเครือข่ายต่างๆ ผ่านการประสานงาน อย่างใกล้ชิดระหว่างกระทรวง กรมต่างๆ เพื่อสร้างแรงขับดันในระบบนวัตกรรมให้มีพลังอย่างต่อเนื่องอันจะทำให้ประเทศไทยสามารถก้าวไปสู่การมีระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม (innovation driven economy) ได้อย่างแท้จริง กลยุทธ์ “นวัตกรรม” เป็นการดำเนินยุทธศาสตร์เชิงรุก เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับเศรษฐกิจ ของประเทศอย่างรวดเร็ว โดยการเชื่อมโยงองค์ความรู้และภูมิปัญญาของประเทศ โดยเฉพาะจากผลงานวิจัยและพัฒนาที่หน่วยงานวิจัยของรัฐ และมหาวิทยาลัยต่างๆ เพื่อให้สามารถนำมาต่อยอดและ ขยายผลให้เกิดการลงทุนทางธุรกิจในระดับอุตสาหกรรมหรือในเชิงพาณิชย์ได้อย่างรวดเร็ว “เมธีส่งเสริมนวัตกรรม” จึงเปรียบเสมือน “ทูตแห่งปัญญา” ที่จะมีบทบาทและภารกิจสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ เทคโนโลยี และวิทยาการใหม่ๆ ที่ก้าวหน้า ไปสู่ภาคอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นภาค การผลิตที่สำคัญของประเทศ อันจะขับเคลื่อนให้ประเทศไทยเกิดการลงทุนใน “ธุรกิจฐานความรู้” และสร้างโอกาสให้สามารถก้าวสู่การแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างมีศักยภาพ
การกำหนดยุทธศาสตร์การยกระดับนวัตกรรมของสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ ได้อาศัยการ “คิดนอกกรอบ” บนฐานของการ “จัดการองค์ความรู้” โดยการวิเคราะห์สถานการณ์ทางเทคโนโลยีของโลก การคาดการณ์แนวโน้ม จุดแกร่ง ความท้าทาย และการกำหนดภาพอนาคตที่เป็นไปได้สำหรับประเทศไทย สนช. จึงได้ริเริ่มกำหนดทิศทางยุทธศาสตร์ใหม่ในการดำเนินงานและสร้างความแตกต่างทั้งกระบวนการดำเนินงานและบทบาทหน้าที่ขององค์กร โดยเน้นการนำนวัตกรรมเข้าไปแทรกเสริม (intervene) ในเครือข่ายวิสาหกิจ (innovation on cluster platform) ซึ่งจะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงานวิจัย ภาคการผลิต การตลาด และภาคสภาบันการเงินการลงทุน อันจะเป็นการสร้างศักยภาพ ความชำนาญ และเอกลักษณ์ของสำนักงานฯ ที่ชัดเจน และความพร้อมในการเป็นผู้นำด้านการส่งเสริมระบบนวัตกรรมของประเทศ

ปัจจุบัน สนช. ได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงการนวัตกรรมเชิงยุทธศาสตร์ใน 3 สาขา ได้แก่
o ธุรกิจชีวภาพ
o พลังงานและสิ่งแวดล้อม
o การออกแบบการสร้างตราสินค้า
1. ธุรกิจชีวภาพ(Bio-Business) ในการพัฒนาโครงการนวัตกรรมเชิงยุทธศาสตร์ด้านธุรกิจชีวภาพนั้น สนช. ได้ทำการวิเคราะห์สถานภาพทางธุรกิจชีวภาพของประเทศไทยในปัจจุบันและศักยภาพ ความจำเป็นและการเจริญเติบโตในอนาคตแล้ว จึงได้ทำการแบ่งการพัฒนาด้านธุรกิจชีวภาพออกเป็น 3 ส่วน คือ
1.1เทคโนโลยีชีวภาพ(Biotechnology) จากกรอบนโยบายการพัฒนาเทคโนโลยีชีวภาพของประเทศไทย พ.ศ. 2547–2554 ได้กำหนดยุทธศาสตร์การสร้างบริษัทด้านเทคโนโลยีชีวภาพเกิดใหม่อีกไม่น้อยกว่า 100 บริษัท มีการลงทุนรวมไม่น้อยกว่า 5,000 ล้านบาท และสร้างรายได้ให้แก่ประเทศปีละไม่น้อยกว่า 30,000 ล้านบาท สนช. จึงกำหนดแผนการดำเนินงานที่สอดคล้องกับกรอบนโยบายระดับประเทศดังกล่าว โดยมุ่งเป้าไปที่การสร้างผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูง เช่น เกษตรอินทรีย์ (organic Farming) โปรไบโอติค (pro–biotic) เอนไซน์เทคโนโลยี (enzyme technology) ชุดตรวจวินิจฉัยโรค (test kit) ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว (rice product) เป็นต้น เพื่อให้เกิดการขยายตัวของการลงทุนธุรกิจเทคโนโลยีชีวภาพ









1.2วัสดุชีวภาพ (Bio–Based Materials)
กระแสความตื่นตัวด้านสภาพแวดล้อม โดยเฉพาะการนำเข้าหรือส่งออกผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบของวัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทำให้เกิดความจำเป็นในการสร้างนวัตกรรมด้านวัสดุชีวภาพ ที่สามารถย่อยสลายได้ภายในเวลาที่รวดเร็ว เพื่อนำไปใช้ในอุตสาหกรรมต่างๆ เช่น บรรจุภัณฑ์อาหาร อิเล็กทรอนิค หรือชิ้นส่วนยานยนต์ ดังจะเห็นได้จากกรณีตัวอย่างที่สภาสหภาพยุโรปได้ลงนามในข้อบังคับสำหรับสหภาพยุโรป เมื่อวันที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2543 กำหนดให้ผู้ส่งออกรถยนต์ไปยังกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปต้องใช้วัสดุที่สามารถนำมาใช้ใหม่ได้ (reuse) สามารถหมุนเวียนกลับมาใช้ได้ (recycle) และสามารถนำมาฟื้นฟูได้ (recovery) ในสัดส่วนร้อยละ 85 ของรถทั้งคัน ภายในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2549 และในสัดส่วนร้อยละ 95 ภายในวันที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2558การกำหนดกฎเกณฑ์ดังกล่าวนี้เป็น Technical–Barrier–To–Trade หรือ Non-tariff-barrier (NTB) อย่างหนึ่ง ซึ่งประเทศไทยในฐานะผู้ส่งออกยานยนต์ไปยังสหภาพยุโรปย่อมต้องได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สนช. ได้เล็งเห็นปัญหานี้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2546 และได้รับร่วมมือกับบริษัทชั้นนำของโลกอย่างเช่น บริษัท ดูปองท์ จำกัด ในสหรัฐอเมริกา ในการพัฒนาวัสดุชีวภาพ อาทิ Bio–PDO, Bio–Protein, Bio–Refinery หรือความร่วมมือกับบริษัท BASF ในเยอรมัน บริษัท Metabolix ในสหรัฐอเมริกา และบริษัท มิตซุยเคมิคัล ในญี่ปุ่น ในการพัฒนาพลาสติกชีวภาพเพื่อรองรับการปรับเปลี่ยนวัสดุตามข้อกำหนดของสหภาพยุโรป








1.3ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ (NaturalProducts) ประเทศไทยมีความได้เปรียบเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ จึงทำให้ประเทศไทยมีศักยภาพสูงในการเพาะปลูก ผลิต และพัฒนาผลิตภัณฑ์สารสกัดสมุนไพรไปแข่งขันกับผู้ผลิตในประเทศอื่นๆ ประกอบกับแนวโน้มความตื่นตัวของผู้บริโภคทั่วโลกในการใช้ผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ไม่ว่าจะในอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง ยา โดยเฉพาะตลาดยาสมุนไพร จากโอกาสและความเป็นไปได้ทางการตลาดของผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติที่มีมูลค่าเพิ่มสูงมากนี้ สนช. จึงมีแผนการดำเนินงานในการพัฒนาสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ (Bio–Active compounds) จากสมุนไพร และจากผลิตผลทางการเกษตรอื่นๆ เช่น ผงไหม เพื่อยกระดับเศรษฐกิจของประเทศทั้งระดับรากหญ้าและระดับอุตสาหกรรม



พลังงานและสิ่งแวดล้อม (Energy and Environment)
ประเทศไทยมีการใช้พลังงานคิดเป็นมูลค่าสูงถึงร้อยละ 14 ของ GDP ของประเทศโดยมีปริมาณการใช้ทั้งหมดเทียบเท่าการใช้น้ำมันดิบ 52,979 พันตัน พลังงานส่วนใหญ่ที่ใช้นำเข้าจากต่างประเทศ ทำให้สูญเสียเงินตราต่างประเทศปีละกว่า 300,000 ล้านบาท และมีปริมาณเพิ่มขึ้นทุกปี หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้จะทำให้ประเทศขาดความมั่นคงด้านพลังงาน ทั้งๆ ที่ประเทศไทยมีศักยภาพในการใช้พลังงานทดแทน แต่ยังไม่มีการนำมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ การสนับสนุนให้มีการพัฒนาพลังงานทดแทนในรูปแบบต่างๆ เพิ่มมากขึ้นจะเป็นการเพิ่มเสถียรภาพด้านพลังงานให้กับประเทศเป้าหมายการพัฒนาโครงการยุทธศาสตร์ด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อมของ สนช. มุ่งเน้นการพัฒนาพลังงานทดแทนและการสร้างทางเลือกพลังงาน (diversification) รวมทั้งพลังงานที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ (renewable) ในทุกสาขาพลังงาน ขณะเดียวกันปัญหาสิ่งแวดล้อมก็ทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้นในปัจจุบัน จำเป็นต้องมีนวัตกรรมทั้งเชิงเทคโนโลยีและการบริหารจัดการอย่างสม่ำเสมอด้วย โดยเฉพาะขยะซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจากฝีมือมนุษย์โดยตรง แนวทางการพัฒนาโครงการนวัตกรรมนอกจากจะใช้วิธีการลดและคัดแยกขยะต่างๆ แล้ว ยังรวมถึงการเปลี่ยนขยะไปเป็นประโยชน์ผ่านการนำขยะที่คงรูปย่อยสลายได้ยาก เช่น แก้ว กระดาษ โลหะ พลาสติก ไปผ่านกระบวนการผลิตออกมาเป้นผลิตภัณฑ์ชิ้นใหม่ (recycle) หรือการนำสิ่งของที่ยังพอแก้ไขได้มาซ่อมแซมให้สามารถนำมาใช้ใหม่ได้ (repair) เป็นต้น
การออกแบบการสร้างตราสินค้า (Design and Branding)
การออกแบบและการสร้างตราสินค้านับเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจ ดังที่ศูนย์การออกแบบแห่งฮ่องกง (Hong Kong Design Center) ได้กล่าวอย่างชัดเจนว่า นวัตกรรมและการออกแบบอย่างสร้างสรรค์ไม่ได้หมายเพียงถึงผลกำไรที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมอย่างมากด้วย การออกแบบในความหมายของ สนช. หมายถึงการออกแบบที่เป็นกระบวนการประสานองค์ความรู้ต่างๆ เข้าด้วยกันแล้วพัฒนาออกมาเป็นนวัตกรรมในท้ายสุด ซึ่งนำไปสู่การสร้างตราสินค้าใหม่นั้นเอง การออกแบบจึงเกี่ยวพันทั้งเทคโนโลยี วัฒนธรรม และการจัดการ อันเป็นการบูรณาการองค์ประกอบที่เหมาะสมเข้าด้วยกันในการพัฒนาให้เกิดสิ่งใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ประเทศไทยมีความโดดเด่นในเรื่องของวัฒนธรรมมาก การส่งเสริมให้มีการออกแบบที่สอดคล้องกับมิติของวัฒนธรรมอย่างกลมกลืนจะเป็นการสร้างคุณค่า (value) ใหม่ให้แก่ประเทศ สนช. จึงมีแผนงานการออกแบบการสร้างตราสินค้า เช่นการสร้างตราสินค้าเซรามิค “ศิละลำปาง” สำหรับกลุ่มอุตสาหกรรมเซรามิคจังหวัดลำปาง การออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์ไม้ยางพารา เป็นต้น




ผลการดำเนินงาน



1. โครงการข้าวกล้องงอก GABA-rice
เป็นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และกระบวนการผลิตระดับประเทศ สำหรับการผลิตข้าวกล้องหอมมะลิที่มีปริมาณสาร GABA สูง ซึ่งเป็นผลจากการนำข้าวกล้องมาผ่านกระบวนการงอก (germinate) ทำให้เกิดกระบวนการ decarboxylation ของกรดกูลตามิกเกิดเป็น (GABA) ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการเป็น neurotransmitter ในระบบประสาท นอกจากนี้ยังทำให้ข้าวกล้องงอกมีเนื้อสัมผัสที่อ่อนนุ่มขึ้น






2. โครงการวิเคราะห์เชิงลึกการผลิตหน่อไม้ฝรั่งอินทรีย์ตามกรอบยุทธศาสตร์ด้านเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทย
เป็นนวัตกรรมระดับประเทศด้านการสร้างรูปแบบนวัตกรรมด้านเกษตรอินทรีย์โดยอ้างอิงจากหลักวิชาการโดยเฉพาะการเปรียบเทียบทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพของการทำเกษตรอินทรีย์เทียบกับการทำเกษตรแบบดั้งเดิมเพื่อยืนยันกลยุทธ์ระดับชาติด้านเกษตรอินทรีย์





3. โครงการแป้งเด็กจากแป้งข้าวเจ้า
เป็นนวัตกรรมด้านกระบวนการผลิตและผลิตภัณฑ์ระดับโลก สำหรับผลิตภัณฑ์แป้งทาตัวเด็ก ที่สามารถนำแป้งข้าวเจ้ามาใช้ทดแทนทัลคัม (talcum) และแป้งข้าวโพด โดยการนำแป้งข้าวบริสุทธิ์มาดัดแปรทางเคมี ร่วมกับการใช้เทคโนโลยีการฆ่าเชื้อด้วยวิธีสเตอรีไรเซชั่น และเทคโนยีการบดละเอียด ทำให้แป้งข้าวจ้าวดัดแปรมีคุณสมบัติ มีความละเอียดสูงให้ความรู้สึกลื่นเรียบเนียน ป้องกันความชื้น ดูดซับความมันได้ดี และมีปริมาณเชื้อจุลินทรีย์อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนด


4. โครงการนวัตกรรมชุดตรวจสอบสารปฏิชีวนะตกค้างในน้ำนม
เป็นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ระดับองค์กร ของชุดทดสอบหายาปฏิชีวนะตกค้างในน้ำนมดิบ ซึ่งเป็นชุดทดสอบตรวจหายาปฏิชีวนะตกค้างในน้ำนมโดยใช้วิธีการทางจุลชีววิทยา โดยใช้เชื้อแบคทีเรีย Bacillus stearothermophilus มาเป็นตัวทดสอบ ซึ่งมีคุณสมบัติพิเศษเจริญได้ดีที่ 64 +/- 2 C (ซึ่งแบคทีเรียทั่วไปไม่สามารถเจริญได้ ) ในอาหารเลี้ยงเชื้อพิเศษชนิดของเหลว โดยมี Bromcresal purple เป็นตัวชี้วัด ซึ่งมีความไวและความจำเพาะต่อยาปฏิชีวนะชนิดต่างๆใกล้เคียงกับชุดทดสอบจากต่างประเทศ ในการอ่านผลการตรวจสอบมีประสิทธิภาพที่ชัดเจนกว่าอาหารเลี้ยงเชื้อชนิดแข็งที่ใช้กันทั่วไป นอกจากนี้สูตรของอาหารเลี้ยงเชื้อเป็นสูตรพิเศษ ที่ทำให้สปอร์ของเชื้อที่ใช้ทดสอบมีชีวิตอยู่ได้นาน ลดปัญหาการตายของเชื้อและการเกิดผลบวกเทียม


5 .โครงการการผลิตเอนไซม์ปาเปนจากมะละกอสำหรับผลิตภัณฑ์สปาและเครื่องสำอาง
เป็นนวัตกรรมระดับประเทศด้านกระบวนการผลิตเอนไซม์ปาเปนในระดับอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นการพัฒนาต่อยอดผลงานวิจัยของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ (วช.) โดยอาศัยการสกัดเอนไซม์ปาเปนจากมะละกอ ด้วยสารละลายเอธานอล 95% แล้วจึงนำปั่นเหวี่ยงเพื่อแยกปาเปนออกมา ทั้งนี้ เอนไซม์ปาเปนที่สกัดได้จะถูกนำไปเชื่อมต่อกับพอลิเมอร์ชนิดพีวีเอ็ม-เอ็มเอ poly (methylvinylether/maleic Anhydride Copolymer; PVM-MA polymer) โดยใช้อาร์จินีนเป็นตัวเชื่อม เพื่อสร้างความเสถียรให้แก่เอนไซม์ ซึ่งเอนไซม์ที่ได้จะมีความเสถียรและสามารถเก็บรักษาได้เป็นระยะเวลานาน เหมาะสำหรับการนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง

6. โครงการนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ถ่วงล้อ 2 ชั้น
เป็นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์วัสดุถ่วงล้อ 2 ชั้นรายแรกของโลก โดยชั้นในเป็นแกนเหล็ก ชั้นนอกเป็นหุ้มด้วยพลาสติก ซึ่งอาศัยการออกแบบสร้างแม่พิมพ์ฉีดพลาสติกแบบต่อเชื่อมโลหะที่มีกลไกการเคลื่อนตำแหน่งของอุปกรณ์จับงานเพื่อยึดแกนเหล็กและปล่อยออกขณะที่มีการฉีดพลาสติกเพื่อสร้างชั้นพลาสติกหุ้มแกนเหล็ก







7. โครงการต้นแบบอุปกรณ์กรองอากาศขนาดเล็ก
เป็นนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ระดับประเทศ ของอุปกรณ์กรองอากาศขนาดเล็ก ได้พัฒนาจากสิทธิบัตรเลขที่ 19693 การออกแบบผลิตภัณฑ์อุปกรณ์เครื่องกรองอากาศ ซึ่งประกอบด้วยแผ่นกรองชนิดต่างๆที่สามารถป้องกันฝุ่นละอองขนาดเล็กและสารระเหยชนิดต่างๆที่ก่อให้เกิดปัญหาต่อระบบทางเดินหายใจ สะดวกในการใช้งาน ง่ายต่อพกพาไปใช้ตามสถานที่ต่างๆ และสามารถพูดคุยขณะสวมใส่ได้




8. โครงการการพัฒนาเครื่องยนต์สี่จังหวะอเนกประสงค์ขนาดเล็ก
เป็นผลิตภัณฑ์นวัตกรรมระดับประเทศของเครื่องยนต์ 4 จังหวะขนาดเล็ก 600 CC. แบบสูบเดียว ระบายความร้อนด้วยน้ำแบบใช้คาร์บูเรเตอร์ โดยมีการออกแบบฝาสูบและเสื้อสูบใหม่ให้มีขนาดความจุกระบอกสูบสูงสุด 600 CC. และสามารถประกอบเป็นเครื่องยนต์ที่มีความจุสูงขึ้นได้ถึง 3,000 CC.




9. โครงการสร้างต้นแบบเครื่องกัดโลหะความเร็วสูงแบบ 5 แกน สำหรับอุตสาหกรรมผลิตแม่พิมพ์โลหะ
เป็นเครื่องกัดโลหะความเร็วสูง ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ แบบ 5 แกน ขนาดประหยัด ยังไม่มีผู้ผลิตในประเทศการทำงานเป็นแบบ 3 หรือ 5 แกน โดยมีการใช้โครงสร้างหลักร่วมกัน(single platform) โดยอาศัยเทคนิคการออกแบบและพัฒนาเครื่องกัดโลหะความเร็วสูง (High speed CNC) ควบคุมด้วยคอมพิวเตอร์ แบบ 5 แกน ขนาดเล็ก สำหรับอุตสาหกรรมผลิตแม่พิมพ์ขึ้นรูปพลาสติกและโลหะ(MOLDS&DIES) ในประเทศ คาดว่าเมื่อขยายผลสู่เชิงพาณิชย์แล้วจะตั้งราคาขายอยู่ที่ 50% ของราคาเครื่องจากสหภาพยุโรปและญี่ปุ่น






สรุป

นวัตกรรมมีรากศัพท์มาจากคำว่า “Innovare” ภาษาละตินซึ่งแปลว่า ทำสิ่งใหม่ขึ้นมาความหมายของนวัตกรรม เป็นการนำเอาวิธีการใหม่ มาปฏิบัติหลังจากที่ได้ผ่านการทดลองและได้รับการพัฒนามาเป็นลำดับแล้ว และมีความแตกต่างจากการปฏิบัติเดิมที่เคยปฏิบัติมานวัตกรรมไม่ใช่การขจัดหรือล้มล้างสิ่งเก่าให้หมดไป แต่จะเป็นการปรับปรุงเสริมแต่งและพัฒนาเพื่อความอยู่รอดของระบบ
คณะรัฐมนตรีได้มีมติเมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2546 อนุมัติการจัดตั้ง “สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ” ให้เป็นหน่วยงานในกำกับของกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จึงได้มีคำสั่งที่ 84/2546 ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2546 จัดตั้ง “สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ” ขึ้น โดยให้อยู่ภายใต้การกำกับดูและของคณะกรรมการนวัตกรรมแห่งชาติ ตามคำสั่งที่ 91/2546 ลงวันที่ 16 ตุลาคม 2546 และให้มีพันธกิจในการบริหารกองทุนพัฒนานวัตกรรมและเงินทุนหมุนเวียนเพื่อการวิจัย และพัฒนาเทคโนโลยีควบรวมไปพร้อมกัน
ทั้งนี้ในการดำเนินงานตามแผนมีวัตถุประสงค์3ประการดังนี้
1.ผลักดันให้เกิดนวัตกรรมในหน่วยเศรษฐกิจของประเทศ2.สร้างบรรยากาศเพื่อส่งเสริมให้เกิดวัฒนธรรมนวัตกรรม3.สร้างองค์กรให้มีความเข้มแข็งด้านการดำเนินงานนวัตกรรม
การสนับสนุนด้านวิชาการและด้านเงินแก่โครงการนวัตกรรมเชิงยุทธศาสตร์ ใน 5 สาขา ได้แก่
1. อาหารและสมุนไพร
2. ยาง ผลิตภัณฑ์ยาง และไม้ยางพารา
3. ซอฟต์แวร์และแมคาทรอนิกส์
4. ยานยนต์และชิ้นส่วน
5. การออกแบบเชิงวิศวกรรมและเชิงอุตสาหกรรม

ปัจจุบัน สนช. ได้กำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงการนวัตกรรมเชิงยุทธศาสตร์ใน 3 สาขา ได้แก่
o ธุรกิจชีวภาพ
ธุรกิจชีวภาพ (Bio-Business)
วัสดุชีวภาพ (Bio–Based Materials)
ผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ (NaturalProducts)
o พลังงานและสิ่งแวดล้อม
o การออกแบบการสร้างตราสินค้า

ผลการดำเนินงาน
1. โครงการข้าวกล้องงอก GABA-rice
2. โครงการวิเคราะห์เชิงลึกการผลิตหน่อไม้ฝรั่งอินทรีย์ตามกรอบยุทธศาสตร์ด้านเกษตรอินทรีย์ของประเทศไทย
3. โครงการแป้งเด็กจากแป้งข้าวเจ้า
4. โครงการนวัตกรรมชุดตรวจสอบสารปฏิชีวนะตกค้างในน้ำนม
5 .โครงการการผลิตเอนไซม์ปาเปนจากมะละกอสำหรับผลิตภัณฑ์สปาและเครื่องสำอาง
6. โครงการนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ถ่วงล้อ 2 ชั้น
7. โครงการต้นแบบอุปกรณ์กรองอากาศขนาดเล็ก
8. โครงการการพัฒนาเครื่องยนต์สี่จังหวะอเนกประสงค์ขนาดเล็ก
9. โครงการสร้างต้นแบบเครื่องกัดโลหะความเร็วสูงแบบ 5 แกน สำหรับอุตสาหกรรมผลิตแม่พิมพ์โลหะ













SAP

SAP
ประวัติความเป็นมา
SAP ก่อตั้งเมื่อปี พ.ศ. 2515 โดยนักวิศวกร คนของบริษัท IBM ผู้ซึ้งพัฒนาและออกแบบระบบการเงิน (Finance) และระบบจัดการวัตถุดิบ (Material Management ) ให้กับบริษัท ICI โดยการพัฒนาครั้งแรก อยู่บนระบบเมนเฟรม (Mainfram and Server) เรียกว่า R2 ต่อไปในปี พ.ศ. 2535 เป็น R3 ที่ทำงานใน สภาวะแวดล้อมแบบ Client and Server และล่าสุดคือเอ็นทรอไพรส์ Enterpise ที่สามารถทำงานบนอินเตอร์เน็ต SAP ไม่เพียงแต่เป็นชื่อของบริษัทแต่เป็นชื่อของผลิตภัณฑ์ เช่นกัน SAP มีชื่อเต็ม คือ (System Application Products in Data Processing) SAP เป็นบริษัทเยอร์มันแต่มีสาขาอยู่ทั่วโลก ให้บริการซอฟต์แวร์ ครอบคลุมลักษณะธุรกิจต่างกัน 23 แบบ ในขณะที ซอฟแวร์อื่นๆๆให้ความสนใจในแต่ละส่วน ของธุรกิจแต่ SAP มองทุกส่วนของธุรกิจ แม้ว่าผลิตภัณฑ์ของ SAP มีการแยกข่ายเป็นระบบแต่ทุกระบบ มีการจัดเก็บข้อมูลอยู่ที่เดียวกันและมีการทำงานที่สัมพันธ์กันทุกระบบ (Integrated modules ) SAP ถูกพัฒนาเพื่อสนองความต้องการทางธุรกิจที่แสวงหาการทำงานที่มีประสิทธิภาพ เพื่องานที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
เนื่องจากข้อมูลเป็นหัวใจของการพัฒนาธุรกิจในปัจจุบัน ลูกค้ามีความคาดหวังสูง ตลาดที่มีการแข่งขันอย่างมาก ทำให้หลีกเลี่ยงหนีไม่พ้นที่ต้องมีการพัฒนาระบบคอมพิวเตอร์ ให้มีประสิทธิภาพ ที่ฉับไว และสามารถให้ข้อมูลที่ถูกต้องและรวดเร็ว กับผู้บริหารเพื่อการตัดสินใจของ SAP สามารถให้สิ่งเหล่านี้ได้ จึงทำให้ปัจจุบันมีผู้ใช้ SAP มากว่า 12 ล้าน คน ได้ได้ติดตั้งให้กับลูกค้ามากว่า 64,500 แห่ง

ความหมาย

SAP คือ โปรแกรมที่ช่วยจัดการสายงานทุกสายงานของธุรกิจให้สามารถเข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็วและได้ข้อมูลที่ถูกต้องแม่นยำ สามารถนำไปใช้ประกอบดำเนินกิจกรรมของธุรกิจได้ และผู้บริหารสามารถเรียกดูข้อมูลและตรวจสอบข้อมูลสถานะของบริษัทได้

กล่าวโดยสรุป System Application Products (SAP) เป็นโปรแกรมสำเร็จรูปทางธุรกิจประเภท ERP (Enterprise Resource Planning) ของ ประเทศเยอรมันที่ใช้ควบคุมดูแลทุกสายงานของบริษัท ERP เป็น ซอฟแวร์ ที่ใช้ในการ Mange ได้ทั้งองค์กร โดยที่ Common Database เก็บข้อมูลทุกอย่างไว้ทีเดียวกัน เพื่อป้องกันความซ้ำซ้อนของข้อมูล ทำให้มีประสิทธิภาพ มีการ Share ข้อมูลสูงสุด โดยแต่ละส่วนสามารถดึงข้อมูลส่วนกลาง ที่ตัวเองสนใจมาวิเคราะห์ได้ และ สามรถที่จะ Integrate ได้หมดไม่ว่าจะเป็น Marketing Manufacturing Accounting และ Staffing ก่อน ที่จะมีระบบ ERP นั้น เดิมในวงการอุตสาหกรรมประมาณช่วงทศวรรษ 1960 ได้มีการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในส่วนของการผลิตทางด้านการคำนวณ ความต้องการวัตถุดิบที่ใช้ในการผลิต หรือที่เรียกเป็นทางการว่าระบบ Material Requirement Planning (MRP) ก็ คือเราจะใช้ระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการบริหารและจัดการส่วนของวัตถุดิบ Material ที่ใช้ในการผลิตเท่านั้น ต่อมาในช่วงทศวรรษ 1970 ระบบการผลิตในอุตสาหกรรมมีความซับซ้อนเพิ่มมากขึ้นจึงมีการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในส่วนในด้านการของเครื่องจักร (Machine) และส่วนของเรื่องการเงิน (Money) นอกเหนือไปจากส่วนของวัตถุดิบ ซึ่งเราเรียกระบบงานเช่นนี้ ว่า Manufacturing Resource Planning (MRP II)

จากจุดนี้เราพอจะมองเห็นภาพคร่าวๆ ของการนำเอาระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วยในการบริหารงานอุสาหกรรมได้ ดังที่มีผู้เชี่ยวชาญทางด้านการจัดการหลายท่านได้กล่าวไว้ว่า ระบบ MRP นั้นจะเข้าช่วยในการจัดการทางด้าน Material ส่วนระบบ MRP II นั้นจะเข้ามาช่วยในการจัดการใน M อีกสองตัวนอกเหนือจาก Material ก็คือ Machine และ Money ซึ้งระบบ MRP II ที่ชื่อ TIMS ของประเทศนิวซีแลนด์ จะมีเมนูหลักของ Module 3 Modules หลักด้วยกันคือ Financial Accounting Distribution และ Manufacturing และใน Module ของ Manufacturing จะมีส่วนของ MRP รวมอยู่ด้วย เพราะ ERP มีต้นกำเนิดมาจากระบบ MRP และ MRP II นั้นเอง
ERP จะเน้นให้ทำ Business Reengineering เพื่อปรับปรุงระบบให้เข้ากับ ERP ซึ่งจะแบ่ง Function Area เป็น 4 ส่วน หลักๆๆ คือ
1. Marketing Sales
2. Production And Materials Management
3. Accounting And Finance
4. Human Resource

แต่ละส่วนจะมี Business Process อยู่ในนั้น ซึ้งจะมีหลากหลาย Business Activity มา
ประกอบกันเช่น Activity การออก Invoice เป็น Activity จะได้ไปต่อเนื่องกันหลายๆๆอันออกไปจนกลายเป็น Process ที่เรียกว่า “Computer Order Management” ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับ Functional Area ที่เรียกว่า Marketing Concept หลักๆของ ERP คือ เอาทุกข้อมูลของแต่ละแผนกมา Integrate กัน เพื่อ Share ข้อมูลกัน
เป้าหมายธุรกิจในเริ่มแรก เน้นลูกค้าที่เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ Enterprise – Scale แต่ในปัจจุบันได้ขยายธุรกิจไปถึงลูกค้าขนาดเล็กและขนาดกลาง SAP มีการสร้างระบบงานทางด้าน Financial Accounting ที่เป็นลักษณะ Real – Time และ Integrate Software
ในปีต่อมา SAP ได้มีการพัฒนาระบบงานเพิ่มทางด้าน Material Management Purchasing Inventory Management และ Inventory Management และ Invoice Verification ในปี 1997 ได้เปลี่ยนใช้ชื่อบริษัทเป็น System Anwendungen Produkte in der Datenverarbeitung (System Applications Products in data Processing) และได้ย้ายสำนักงานใหญ่ไปที่เมือง Walldorf จากนั้น sap ก็ได้พัฒนาระบบงานเพิ่มขึ้น เช่น Assets Accounting เป็นต้นในปี 1978 SAP ได้เสนอระบบงานที่เป็น Enterprisewide Solution ที่ชื่อว่า SAP/R2 ซึ่งทำงานอยู่บนระบบ Mainframe พร้อมกับเพิ่มระบบงานทางด้าน Cost Accounting ในปี 1992 SAP ได้เสนอระบบงานที่ทำงานภายใต้ Environment ที่เป็น 3 Tier Clien/Server บนระบบ UNIX ที่ชื่อว่า SAP R/3ในปี พ.ศ. 2532 SAPได้ตั้งสำนักงานใหญ่ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกที่ประเทศสิงคโปร์เพื่อเป็นการรองรับการขยายตัวทางธุรกิจในเอเชียใต้และประเทศย่านแปซิฟิก ต่อมาได้ขยายสาขาในภูมิภาคนี้ใน ออสเตรเลีย อินเดีย อินโดนีเซีย นิวซีแลนด์ ฟิลิปินส์ และประเทศไทยกรกฎาคม พ.ศ. 2546 องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยได้เลือกใช้ mySAP Supplier RelationshipManagement (SRM) เพื่อมาช่วยในการจัดซื้อจัดจ้าง และก่อให้เกิด Supplier network ขึ้นมา โดยหวังว่าในที่สุดจะทำให้มีการจัดซื้อจัดจ้างที่รวดเร็วขึ้นและลดต้นทุนในการดำเนินธุรกิจได้ซึ่งมีผลต่อ 10 บริษัทที่เป็นคู่ค้า
สินค้าและบริการ
ลูกค้าที่สำคัญของ SAP ในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิกคือ Singtel,Tata Group of Companies,Siam Cement, Telom Asia, PT Astra, San Miguel, Uniliver, FAW-Volkswagen, Sony Computer Entertainment, 7-Eleven Storer, General Motors, Novartis

ผลิตภัณฑ์ของ SAP
ระบบ SAP ประกอบด้วยหลาย module ของแต่ละส่วนของการจัดการที่เอามารวมกันและทำงานร่วมกัน เนื่องด้วยตลาดและความต้องการของลูกค้าเป็นตัวกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงของระบบ มีบริษัท sofrware ที่พยายามสร้างโปรแกรมที่สนับสนุนแต่ละส่วนของธุรกิจ ในขณะที่ SAP พยามยามสร้าง sofrware ที่เหมาะสมกับธุรกิจ SAP โดยให้โอกาสเลือกใช้แค่ระบบเดียวแต่สามารถทำงานได้กับทุกส่วนของธุรกิจ ทั้งยังสามารถติดตั้ง R/3 application มากกว่า 1 ตัวเป็นการเพิ่มความเร็วในการทำงาน SAP มีหลาย Module มีหน้าที่ต่างกันแต่ทำงานร่วมกันเป็นหนึ่งเดียว (แต่ละ Module คือแต่ละส่วนของธุรกิจ) ผลิตภัณฑ์SAPมี 2 กลุ่ม คือ SAP R/2 ใช้สำหรับเมนเฟรม และ SAP R/3 ใช้กับระบบ client/server SAP เป็นบริษัทของ Germen แต่แยกการทำงานเป็น บริษัทย่อย,หุ้นส่วน,และพันธมิตรทางธุรกิจทั่วโลก
ผลิตภัณฑ์มี 2 กลุ่ม
SAP R/2 ใช้สำหรับเมนเฟรม
SAP R/3 ใช้กับระบบ client/server

ตลาดของผลิตภัณฑ์ SAP

ตลาดของ SAP มีเกือบทุกอุสาหกรรม รวมไปถึง รัฐบาล,สถานศึกษา,และโรงพยาบาล
โดยคุณสามารถพบผู้ใช้งาน SAP ในธุรกิจดังต่อไปนี้
เหมืองแร่และเกษตรกรรม
น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ
เคมี
ยา
เครื่องปั้นดินเผาและแก้ว
การก่อสร้าง
อุตสาหกรรมหนัก
รถยนต์
เรือ เครื่องบิน และรถไฟ
การขนส่งและการท่องเที่ยว
สินค้าอุปโภคบริโภค
เสื้อผ้าและเส้นใย
การขายส่งและการขายปลีก
การโฆษณาและการประชาสัมพันธ์
คลังสินค้า การกระจาย และ การบรรจุภัณฑ์
เงินทุน ธนาคาร และการประกันภัย
รัฐบาล
พิพิธภัณฑ์
โรงพยาบาล
การศึกษาและการค้นคว้า
ที่ปรึกษา
เป้าหมายของบริษัท SAP

1. ความพึงพอใจของลูกค้า (Customer Satisfaction)
2. กำไร (Profitability)
3. การเจริญเติบโต (Growth)
4. ความพึงพอใจของพนักงาน (Employee Satisfaction)

Mainframe คือคำที่กลุ่มอุตสาหกรรมใช้เรียกเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ ซึ่งโดยปกติแล้วจะถูกสร้างขึ้นโดยบริษัทผู้ผลิตคอมพิวเตอร์ชั้นนำ เช่น บริษัทไอบีเอ็ม (IBM)ที่ผ่านมา เครื่อคอมพิวเตอร์แมนเฟรมจะทำงานภายใต้สถาปัตยกรรมแบบสู่ศูนย์กลาง (Centralized) มากกว่าจะเป็นแบกระจาย (Distributed) แต่ในปัจจุบัน เครื่องเมนเฟรมของไอบีเอ็มสามารถทำหน้าที่เสมือนเครื่องเซิร์ฟเวอร์ขนาดใหญ่ได้แล้ว มันสามารถให้บริการแก่ยูสเซอร์และเซิร์ฟเวอร์ขนาดเล็กใดๆในเครือข่ายคอมพิวเตอร์ได้
client/server
client/server เป็นการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 2 โปรแกรม โดยโปรแกรมหนึ่งที่เป็น client จะสร้างคำของบริการ จากอีกโปรแกรม หรือ server ที่จะทำให้การขอครบถ้วน ถึงแม้ว่าแนวคิด client/server สามารถใช้โดยโปรแกรมภายในคอมพิวเตอร์เครื่องเดียว แต่แนวคิดนี้ เป็นแนวคิดสำคัญในระบบเครือข่าย ในเครือข่ายแบบจำลอง client/server ให้แบบแผนการติดต่อภายในโปรแกรม ที่ให้ประสิทธิภาพการกระจายข้ามตำแหน่งที่ต่างกัน ทรานแซคชันของคอมพิวเตอร์ใช้แบบจำลอง client/server เช่น การตรวจสอบบัญชีธนาคารจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ โปรแกรม client ในคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้จะส่งคำขอไปที่โปรแกรม server ที่ธนาคารโปรแกรม server จะส่งต่อคำขอไปยังโปรแกรม client ของตัวเอง ซึ่งเป็นการส่งคำขอไปยังฐานข้อมูลแม่ข่ายในคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นของธนาคาร เพื่อถึงข้อมูลจากบัญชีของผู้ขอ ข้อมูลจากบัญชีจะได้รับการส่งกลับไปยัง client ของข้อมูลธนาคาร ซึ่งเป็นการข้อมูลกลับไปยังโปรแกรม client ในคอมพิวเตอร์ เพื่อแสดงสารสนเทศให้กับผู้ขอหรือผู้ใช้


ประโยชน์ของ SAP ที่มีต่อองค์กรอื่น
- ทำให้องค์กรอื่นสะดวกสบายในการใช้โปรแกรมสำเร็จรูปของ SAP
- สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาองค์กร
- องค์กรสามารถดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ
- องค์กรไม่ต้องสร้างโปรแกรมขึ้นมาเองโดยซื้อโปรแกรมของ SAP

วันจันทร์ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2550

Nintendo Wii

เสนอ
อาจารย์ จักรกฤษณ์ สิริริน

โดย
สมาชิกกลุ่ม 47031
น.ส.นลินนิภา นกแก้ว รหัส 47010919
น.ส.สุภาพร ศรีอุไร รหัส 47011014
น.ส.จุฑารัตน์ เจือจันทร์ รหัส 47011025
นายฐานุลักษณ์ หนูรุ่น รหัส 47011029
นายจักรพงษ์ สุนสาย รหัส 47011035
นายแพทอง จันดิษฐ รหัส 47011201



NINTENDO WII
ประวัติของ wii
นินเทนโด หรือที่คนไทยตาดำๆเรียกว่า ปู่นิน บริษัทเกมชั้นนำที่ก่อร่างสร้างความบันเทิงสำหรับคนทั่วโลกมาอย่างยาวนาน นินเทนโดมีถิ่นฐานอยู่ที่กรุงเกียวโต ประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันส่งเกมออกมากระตุ้นต่อมความสำราญทั่วโลกแล้วกว่า 1.4 พันล้านชุด สร้างเกมขึ้นมาเป็นจุดขายหลายต่อหลายเกม อาทิ มาริโอ ,ดองกี้ คอง และเซลด้านินเทนโด
นินเทนโดผลิตทั้งเครื่องเล่นเกมออกมามากมาย ได้แก่ เครื่องนินเทนโด เอ็นเตอร์เทนเมนท์ซิสเต็ม (NES) หรือ Famicom ,เครื่องซูเปอร์นินเทนโด เอ็นเตอร์เทนเมนท์ซิสเต็ม (SNES) หรือ Super Famicom, เกมบอย,เกมบอย พ็อคเก็ต,เกมบอย คัลเลอร์,นินเทนโด64 (N64),โปเกมอน มินิ,เกมคิวบ์,เกมบอย แอดวานซ์เกมบอย แอดวานซ์ SP ,นินเทนโด DS (NDS)และเกมบอยไมโคร (GBM) ซึ่งขายไปได้มากกว่า 120 ล้านชุดแล้วฟุซาจิโร ยามาอุจิ ศิลปินผู้มีศิลปะในหัวใจเป็นบุคคลที่ตั้งต้นสร้างนินเทนโดขึ้นมาเป็นคนแรกเมื่อปี 2432 หรือ 117 ปีมาแล้ว ตอนนั้นใช้ชื่อว่า นินเทนโด คารุตะ ผลิตการ์ดเกมที่ชื่อ ฮานาฟุดะ (ดอกไม้) เขามีบุตรสาวคนเดียวนามว่า เทย์ ยามาอุจิ เพื่อให้กิจการของตระกูลดำรงอยู่ จึงจัดพิธีแต่งงานระหว่างลูกสาวคนเดียวกับนักเรียนหนุ่ม เซกิเรียว คาเนดะ ทั้งคู่ไม่มีบุตรชายมาเป็นทายาทเลยแม้แต่คนเดียว มีเพียงลูกสาวเท่านั้น ต่อมาลูกสาวคนโตที่ชื่อว่า คิมิได้แต่งงานกับ ชิกาโนโจ อินาบะ หลังจากแต่งงานกันไม่นาน ชิกาโนโจ ได้ทิ้งคิมิไป โดยมีทายาทซึ่งเป็นหลานชายคนแรกในตระกูลก็คือ ฮิโรชิ ยามาอุจิ ด้วยวัยเพียง 4 ขวบ ปล่อยให้คุณตาและคุณยายเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก
2432- ฟุซาจิโรก่อตั้ง นินเทนโด คารุตะ ขายการ์ด ฮานาฟุดะในปีนี้ฟุซาจิโรที่ตั้งรกรากอยู่ที่เกียวโตได้สร้าง นินเทนโด คารุตะ และเริ่มวางขายเกมการ์ดครั้งแรกในเกียวโต ชื่อ ฮานาฟุดะ เป็นการ์ดที่ทำขึ้นด้วยมือโดยใช้วัสดุจากเปลือกของต้น หม่อน” หรือ mulberry มาทำเป็นการ์ด (เปลือกลำต้นหม่อนสามารถนำไปทำกระดาษได้เช่นเดียวกับเปลือกลำต้นปอสา เพราะเป็นพืชอยู่ในวงศ์ Maraceae เหมือนกัน) คนญี่ปุ่นเรียกต้นนี้ว่า มิตซึ-มาตะ
เปิดตำนานบิดาแห่ง มาริโอ้ ชิเงรุ มิยาโมโตะ
เกิดและโตในแถบชานเมืองกรุงเกียวโต ถูกแวดล้อมไปด้วยธรรมชาติโดยไม่มีทีวีหรือสิ่งบันเทิงอยู่ใกล้ตัว ทำให้เขาเป็นเด็กที่มีจินตนาการ และชอบผจญภัยไปตามที่ต่าง ๆ ครั้งหนึ่งเขาได้ค้นพบหลุม ๆ หนึ่ง จนในวันหนึ่งเขาได้รวบรวมความกล้าและลงไปในหลุมนั้น ซึ่งที่จริงแล้วภายในนำไปสู่ถ้ำภายในที่กว้างใหญ่ และความประทับใจในวัยเด็กนี่เอง ที่ทำให้พวกเราได้มีโอกาสได้พบกับเกมที่สร้างความจดจำที่ดีให้มากมาย เมื่อโตขึ้น มิยาโมโตะ อยากที่จะทำสิ่งที่โลกอัศจรรย์ใจ เขาใช้เวลา 5 ปี เมื่อเรียนจบ เขาก็เข้าสู่การทำงานทันที แต่ก็ไม่ใช่งานที่ชอบ ทำให้เขาต้องคิดหนักเลยทีเดียว แล้ววันหนึ่งในปี 1977 เขาก็ขอร้องให้พ่อเขาติดต่อเพื่อนเก่าคนหนึ่ง ซึ่งเป็นเจ้าของโรงงานของเล่นชื่อ ฮิโรชิ ยามาอุชิ และชื่อของบริษัทของเล่นนั้นคือ นินเทนโด เมื่อเข้าพบประธาน ยามาอุชิ มิยาโมโตะ ขณะนั้น อายุ 24 ปี ไว้ผมรกรุงรัง ก็ได้รับมอบหมายให้กลับไปหาไอเดียเกี่ยวกับของเล่น ไม่นานมิยาโมโตะก็กลับมาพร้อมไอเดียเต็มกระเป๋า แล้วก็ได้งานในตำแหน่งพนักงานฝ่ายศิลป์ของนินเทนโด คนแรก ซึ่งถือว่าเป็นโชคของเขาเพราะ นินเทนโดในตอนนั้น ยังไม่ต้องการตำแหน่งนี้
ในปี 1980 ยามาอุชิ ก็ได้เชิญมิยาโมโตะมาที่ห้องแล้วบอกกับเขาว่า นินเทนโด จะสร้างเครื่องเกมอาเขต ซึ่ง ยามาอุชิ ก็คือดองกี้คอง ดองกี้คองนี่เอง คือจุดกำเนิดของมาริโอ (ในขณะนั้นมาริโอ้ยังไม่ได้ถูกตั้งชื่อ) และกลายเป็นความสำเร็จขั้นมโหฬารของนินเทนโด แต่เกมอาเขตเป็นแค่จุดเริ่มต้น จินตนาการของเขาถูกนำมาใช้อีกในเกม คอนโซล แฟมิคอม ที่มีชื่อระดับตำนานอย่าง Super Mario Bros.และ The Legend of Zelda ที่ได้เปลี่ยนแปลงโลกของเกมไปตลอดกาล ปัจจุบันนี้ มิยาโมโตะ ถือเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงสำคัญคนหนึ่งของนินเทนโด และได้รับการยกย่องจากคนทั่วไปในฐานะ สปีลเปิร์ก แห่งโลกวีดีโอเกม ได้รับรางวัลจากสาขาต่าง ๆ เพราะแรงบันดาลใจจากจินตนาการวัยเด็กของเขาสามารถสร้างความสนุกสนานให้กับคนทั่วโลกให้เป็นที่จดจำไปอีกนานแสนนาน


สินค้า และ บริการ ของ wii






รายละเอียดของเครื่อง Nintendo Wii
ในที่สุดทางนินเทนโดก็เปิดเผยสเปคเครื่องอย่างเป็นทางการของเครื่องคอนโซลตัวล่าสุด Nintendo Wii เครื่อง Wii นั้นมีจุดเด่นอยู่ที่ จอยรีโมทและจอย Nunchuk ที่ได้รับการติดตั้งระบบจับความเคลื่อนไหวลงไป นอกจากเล่นแผ่นของ Wii เองแล้วยังสามารถนำแผ่นของเครื่อง GameCube มาใส่ได้อีกด้วย



ความหนาของเครื่องประมาณ 3 กล่อง DVD วางซ้อนกัน เครื่อง Wii ได้รับการออกแบบมาอย่างเรียบง่าย สวยงาม ซึ่งต้องขอบคุณ Wii Remote ที่ทำให้คุณมีอิสระในการเล่นอย่างเต็มที่ตามสไตล์คุณต้องการ



Control: การควบคุมหลักๆของ Wii จะใช้ระบบจับการเคลื่อนไหวของจอย Wii ที่รูปร่างคล้ายรีโมททีวี สามารถเชื่อมต่อกันได้สูงสุด 4 จอยโดยใช้ Bluetooth แบบ Wireless เพียงหนึ่งครั้ง ซึ่งสัญญาณ Wireless มีระยะทำการ 10 เมตรจากตัวเครื่อง ทั้งจอยรีโมทและจอย Nunchuk ที่แยกออกมาจะมีตัวเซ็นเซอร์จับการเคลื่อนไหวได้ 3 แกน ในส่วนของจอย Wii รีโมทจะใส่ลำโพงลงไป 1 ตัว ตรงกลางของจอยจะเป็นระบบสั่นและมีพอร์ตสำหรับต่ออุปกรณ์เสริม ผู้เล่นสามารถเอาจอยชี้จุดที่หน้าจอทีวีได้ในระยะ 5 เมตร ส่วนปุ่มต่างๆก็มีสวิทช์เปิดเครื่อง (Power) ปุ่มบังคับทิศทาง ,A,B,Home,+,-,1 และ2 ขณะที่จอย Nunchuk จะมีแกนอนาล็อก 1 อัน และปุ่ม C กับ Z






The Look: Wii ถูกออกแบบมาให้มีขนาดกะทัดรัด วางได้ทั้งในแนวตั้งและแนวนอน ไม่ว่าจะวางไว้ตรงส่วนไหนของทีวีก็ดูกลมกลืนกันเป็นอย่างดี




แผ่นเกมของเครื่อง Wii จะมีขนาด 12 เซนติเมตร มีทั้งแบบ Single และ Double Layer และยังสามารถเล่นแผ่นเกม ขนาด 8 เซนติเมตร ของเครื่อง GameCube ได้





Communication:
Wiiสามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้แม้ว่าจะปิดเครื่องไปแล้วด้วยบริการใหม่ที่เรียกว่า WiiConnect24 ทั้งการอัปเดทเกม แม้ว่าผู้ใช้จะไม่ได้เล่น Wii สามารถเชื่อมต่อแบบ Wireless โดยใช้ IEEE802.11b/g หรือ USB 2.0 LAN adaptor รวมถึง Wii ยังสามารถติดต่อแบบไร้สายกับ Nintendo DS ได้



Virtual Console: จุดเด่นอีกหนึ่งอย่างของเครื่อง Wii ก็คือสามารถดาวน์โหลดเกมเก่ากว่า 20 ปีมาแล้วมาเล่นกันได้ อาทิ Nintendo 64,Super Nintendo Entertainment System (SNES) และ Nintendo Entertainment System (NES) นอกจากนี้ยังมีเกมจากเครื่อง Sega Genesis และ TurboGrafx (พัฒนาโดย NEC และ Hudson) มาร่วมด้วย รวมไปถึงเกมใหม่ๆที่พัฒนามาจากเหล่ากลุ่มนักพัฒนาเกมอินดี้ ผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์โดยไม่หวังรายได้ด้านเป็นตัวเงิน
The Specs: มี Flash Memory ในตัว 512 MB ซึ่งสามารถเพิ่มได้ด้วย SD Memory,USB Version 2.0 จำนวน 2 Port มี Wi-Fi อยู่ภายในเครื่อง กินไฟน้อยและไม่มีทางหลับใหลได้กับโหมด WiiConnect24
CPU: PowerPC CPU (รหัสในการพัฒนา Broadway) ขนาด 90 นาโนเมตร SOI CMOS พัฒนาร่วมกับทาง IBM
Graphics Processing Unit: ชิปแสดงผลใช้ของ ATI อยู่ในระหว่างการพัฒนา

Other Features:
- ช่องเสียบจอยของ GameCube 4 Port
- ช่องเสียบ Memory Cards ของ GameCube 2 ช่อง
- AV Multi-output 1 Port หรือ S-video


จอย Wii-mote เป็นจอยที่มาพร้อมกับเครื่อง Wii เครื่องเล่นเกมตัวล่าสุดจากนินเทนโด จอย Wii-mote จะใช้ถ่านขนาด AA แบบอัลคาไลน์ 2 ก้อน ใช้เล่นเกมได้ 60 ชั่วโมง หากเล่นเกมโดยใช้งานกับเซ็นเซอร์ บาร์การทำงานจะลดลงเหลือ 30 ชั่วโมง โดยใช้เทคโนโลยี Bluetooth 2.4 GHz ในการเชื่อมตัวกันระหว่างตัวเครื่องกับตัวจอย Wii-mote ซึ่งจะมีตัว เซ็นเซอร์ บาร์ สำหรับใช้ตอบสนอง ต่อจอย Wii-mote ตัวเซ็นเซอร์ บาร์นี้จะติดไว้ด้านบนหรือล่างของทีวีก็ได้ ซึ่งจะมีความยาวประมาณ 20 เซนติเมตร ภายในจะมีตัวเซ็นเซอร์ 2 ตัว อยู่ที่ส่วนปลายของแต่ละด้าน นอกจากนี้ในตัวจอย Wii-mote ยังมีหน่วยความจำขนาด 4,000 ไบต์ ซึ่งใช้ในการเก็บข้อมูลการเซ็ทติ้งจอย และใช้เก็บข้อมูลได้เพียงเกมเดียวเท่านั้นต่อครั้ง


ปุ่มบนจอย Wii ทั้งหมดจะทำงานแบบดิจิตอล ไม่ว่าจะเป็น ปุ่มบังคับทิศทางหรือ D-Pad พร้อมด้วยปุ่ม A,B,1,2,+,-, Power และ SYNCHRO รวมทั้งปุ่ม C และ Z บนจอยแยก Nunchuk ก็ยังเป็นดิจิตอลด้วย โดยปุ่ม SYNCHRO จะเป็นตัวสำหรับเซ็ทตัวจอยต่างๆให้ทำงานกับตัวเครื่อง และกำหนดว่าจอยแต่ละอันมี ID อะไร ไฟ LED บนจอย ที่เห็น 4 ดวง มีหน้าที่ 2 อย่าง อย่างแรกจะบอกว่าจอยที่ใช้อยู่ในลำดับที่เท่าไหร่ ผู้เล่นคนแรกไฟจะขึ้นดวงซ้ายมือสุด ขณะที่ผู้เล่นคนต่อมาไฟจะเลื่อนมาเป็นอันถัดมาเรื่อยๆ ส่วนหน้าที่อย่างที่สองจะบอกถึงพลังของแบตเตอรี่ หากไฟ 4 ดวงกระพริบ แบตเตอรี่จะอยู่ในระดับ 75 % ถึงเต็ม ถ้ากระพริบ 3 ดวง พลังแบตเตอรี่จะอยู่ที่ 50 % ถึง 75% หากกระพริบ 2 ตัวพลังจะเหลือตั้งแต่ 25 % ถึง 50% และกระพริบเพียงดวงเดียวแสดงว่าต้องรีบเปลี่ยนถ่านแล้ว ในจอย Wii-mote จะมีตัวมอเตอร์สั่นอยู่ภายใน ซึ่งเราสามารถเปิด-ปิดมันได้ ระดับ ความสั่นจะเหมือนจริงหรือไม่นั้นขึ้นอยู่กับผู้พัฒนาเกมเอง


Nunchak นั้นถูกออกแบบมาให้พอเหมาะพอดีกับผู้เล่นที่สามารถจับได้ถนัดมือ การใช้งานนั้นจะต่อเชื่อมต่อกับจอย Wii-Mote เพื่อใช้จับความเคลื่อนไหว โดยจะใช้ Analog Stick ในบังคับควบคุมตัวละครในเกม ส่วนปุ่ม D-pad บนจอย Wii-Mote ใช้สำหรับเลือกไอเท็มต่างๆในเกม และยังใช้จอย Wii-Mote ที่มีระบบโมชั่นเซ็นเซอร์ที่สามารถจับความเคลื่อนไหวได้ ในการควบคุมตัวละครในการออกท่าทางต่างๆเช่น เวลาฟันดาบก็ยกจอย Wii-Mote ขึ้น ซึ่งทั้งจอย Wii-Mote และ Nunchak เมื่อทำความรู้จักกันมันและใช้งานได้อย่างคล่องแคล่วแล้วคุณก็จะพบว่ามันสนุกและยอดเยี่ยมอย่างที่ไม่เคยสัมผัสมาก่อนกับเครื่องเล่นเกมอื่นๆ

ประโยชน์ของ wii
1. Wii สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้แม้ว่าจะปิดเครื่องไปแล้ว
2. Wii ยังสามารถติดต่อแบบไร้สายกับ Nintendo DS ได้
3. Wii ก็คือสามารถดาวน์โหลดเกมเก่ากว่า 20 ปีมาแล้วมาเล่นกันได้
4. Wii สามารถนำแผ่นของเครื่อง GameCube มาใส่ได้
5. สามารถเชื่อมต่อจอยสูงสุด 4 จอยโดยใช้ Bluetooth แบบ Wireless เพียงหนึ่งครั้ง
6. สามารถเล่นแผ่นเกม ขนาด 8 เซนติเมตร ของเครื่อง GameCube ได้




สรุป

1. นินเทนโดมีถิ่นฐานอยู่ที่กรุงเกียวโต ประเทศญี่ปุ่นโดยมีวิวัฒนาการมาจากเกมส์มาริโอของชิเงรุ มิยาโมโตะ
2. นินเทนโดเป็นเครื่องเล่นที่ออกมาล่าสุดในตอนนี้ Nintendo Wii นั้นมีจุดเด่นอยู่ที่ จอยรีโมทและจอย Nunchuk ที่ได้รับการติดตั้งระบบจับความเคลื่อนไหวลงไป นอกจากเล่นแผ่นของ Wii เองแล้วยังสามารถนำแผ่นของเครื่อง GameCube มาใส่ได้อีกด้วย
3. เครื่อง Nintendo Wii สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้
4. จอย Wii-Mote ที่มีระบบโมชั่นเซ็นเซอร์ที่สามารถจับความเคลื่อนไหวได้ ในการควบคุมตัวละครในการออกท่าทางต่างๆเช่น เวลาฟันดาบก็ยกจอย
5. สามารถเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตได้แม้ว่าจะปิดเครื่องไปแล้ว



nintendo wii

วันจันทร์ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2550

วิทยานิพนธ์

บริษัท whisky mortor service
ผู้ก่อตั้ง
  • นายแพทอง จันดิษฐ
  • นายฐานุลักษณ์ หนูรุ่น
  • นายจักกรพงษ์ สุนสาย
  • น.ส.จุฑารัตน์ เจือจันทร์
  • น.ส.นลินนิภา นกแก้ว
  • น.ส.สุภาพร ศรีอุไร

บริษัทได้ก่อตั่งเมื่อวันที่ 9 เดือน กันยายน ปี 2549 โดยมีนักธุรกิจ ทั้งหมด 6 คน ได้ก่อตั้งขึ้นเพื่อ ขายอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ โดยภายใต้แนวคิดที่ว่า ทุกวันนี้ มีการใช้รถยนต์เป็นจำนวนมาก อุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์ น่าจะทำให้เจ้าของรถยนต์ เกิดแนวคิดที่จะ หันมาตกแต่งรถเพิมมากขึ้น จึงได้ก่อตั้งบริษัทขึ้นมา เพื่อสนองความต้องการของลูกค้าที่ต้องการรถสวย ๆ ในการใช้ในชีวิตประจำวัน และ เป็นแฟชั่นใหม่ ๆ สำหรับกลู่มที่ชอบแต่งรถโดยเฉพราะ

วัตถุประสงค์ของวิทยานิพนธ์

  1. เพื่อจัดทำระบบการการขายอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์
  2. เพื่อง่ายต่อการนำข้อมูลของสต็อกสินค้ามาเช็คในเรื่อง การนำเข้า - ส่งออก
  3. เพื่องายต่อการนำข้อมูลจากฐานข้อมูลมาวิเคราะห์ได้สดวกมากขึ้น
  4. เพื่อความสดวกในการบริหารงานมากยิ่งขึ้น

ขอบเขตของวิทยานิพนธ์

1 ขอบเขตเกี่ยวกับลูกค้า

  • การเก็บข้อมูลของลูกค้า
  • การปรับปรุงข้อมูลลูกค้า
  • การจัดทำรายงานข้อมูลลูกค้า

2 ขอบเขตเกี่ยวกับอุปกรตกแต่งรถยนต์

  • การเก็บข้อมูลของอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์
  • การตรวจสอบสภาพอุปกรณ์ตกแต่งรถยนต์
  • จัดทำรายงานชื่อลูกค้า

3 ขอบเขตเกี่ยวกับพนักงาน

  • เก็บข้อมูลพนักงาน
  • มีการปรับปรุงข้อมูลพนักงาน
  • จัดทำรายงานเงินเดือนพนักงาน

ประโยชน์ทีคาดว่าจะได้รับ

  1. ทำให้สดวกต่อการเก็บข้อมูลของลูกค้า
  2. ทำให้สดวกต่อการในการค้นหาข้อมูล
  3. ทำให้ลดปัญหาความซ้ำซ้อนของระบบงาน
  4. ทำให้ระบบงานใหม่มีประสิทธิภาพ
  5. ทำให้เกิดความสดวกในด้านการบริหารงาน

สมาชิกในกลุ่ม

กลุ่มที่5
สมาชิกกลุ่ม 47031
น.ส.นลินนิภา นกแก้ว รหัส 47010919
น.ส.สุภาพร ศรีอุไร รหัส 47011014
น.ส.จุฑารัตน์ เจือจันทร์ รหัส 47011025
นายฐานุลักษณ์ หนูรุ่น รหัส 47011029
นายจักรพงษ์ สุนสาย รหัส 47011035
นายแพทอง จันดิษฐ รหัส 47011201